Home  

รักษ์สิ่งแวดล้อม

กิจกรรมปลูกต้นไม้ - รักษ์ผืนป่ากับเมอร์ค ประเทศไทย

| |

เมื่อวีันที่ 9 กันยายน 2550 – เมอร์ค ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมลูกค้าและพนักงานอาสาสมัครที่ชื่อว่า “รักษ์ผืนป่ากับเมอร์ค ประเทศไทย” ณ สวนพฤกษาชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ จ.สมุทรปราการ ร่วมกับมูลนิธิ Plant-A-Tree-Today และศูนย์จัดการพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศน์นครเขื่อนขันธ์ กรมป่าไม้

กิจกรรม “รักษ์ผืนป่ากับเมอร์ค ประเทศไทย” มีอาสาสมัครลูกค้า พนักงาน และครอบครัวเข้าร่วมถึง 400 คน โดยเมอร์ค ประเทศไทยได้ซื้อต้นไม้จำนวน 2,007 ต้น และได้เชิญชวนลูกค้า พนักงานและครอบครัวบริจาคเพื่อซื้อต้นไม้ปลูกเพิ่มเติม ทำให้ยอดจำนวนต้นไม้เพิ่มขึ้นเป็น 4,144 ต้น

กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมและเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน
สถานที่ปลูกต้นไม้สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้คือ สวนพฤกษาชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ ซึ่งอยู่เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่ในต.บางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งพื้นที่ในเขตสวนพฤกษาชาติศรีนครเขื่อนขันธ์นี้ถือได้ว่าเป็นปอดของกรุงเทพฯ ก็ว่าได้ โดยสวนแห่งนี้อยู่ในพื้นที่โครงการสวนกลางมหานครเฉลิมพระเกียรติของกรมป่าไม้ ซึ่งภายหลังจากกิจกรรมนี้กรมป่าไม้และมูลนิธิ Plant-A-Tree-Today (PATT) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงผลกำไรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการฟื้นฟูและสร้างพื้นที่สีเขียว ทั้ง 2 องค์กรนี้จะให้การดูแลและจัดการพื้นที่ป่าที่ปลูกใหม่นี้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากที่สุด

ต้นไม้มีบทบาทสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมของโลก การทำลายป่านั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกถึงร้อยละ 20 เปอร์เซนต์และคิดเป็นร้อยละ 25 เปอร์เซนต์ของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ในปีหนึ่งๆ การทำลายป่าก่อให้เกิดคาร์บอนจำนวนถึง 2 ล้านตัน ในปัจจุบันมนุษย์ได้ทำลายป่ามากถึง 130,000 ล้านตารางเมตรต่อปี หรือคิดเป็นพื้นที่ขนาดเท่ากับประเทศกรีก หรือนิการากัวเลยทีเดียว ถ้าจะคำนวนอย่างง่ายๆ ก็คือ ทุกๆ 2 วินาทีมีการทำลายป่าไม้เป็นจำนวน ขนาดเท่า 1 สนามฟุตบอล เพราะฉะนั้นการปลูกต้นไม้และปกป้องพื้นที่ป่าที่ยังเหลืออยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำคัญที่จะช่วยให้เรารับมือฝ่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เลวร้ายในปัจจุบันนี้ได้

มร.ไฮน์ซ ลันดาว ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ เมอร์ค ประเทศไทยกล่าวว่า “กิจกรรมรักษ์ผืนป่ากับเมอร์ค ประเทศไทยนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สอดคล้องกับปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของเรา เรามิได้เพียงแต่จะให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่ต่อลูกค้าและพนักงานของเราเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญและเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมของเราด้วย ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ไม่ได้มีเพียงแต่การปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่เรายังมีการให้ความรู้ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เพราะพวกเราอีกหลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่าการปลูกต้นไม้นั้นสามารถช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมของเราได้”

กิจกรรมปลูกต้นไม้ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากอาสาสมัครทุกคนอย่างดีเยี่ยม โดยมีลูกค้าเข้าร่วมถึง 200 คน รวมถึงพนักงานและครอบครัวของเมอร์ค ประเทศไทยอีก 180 คน ซึ่งแรกเริ่มนั้น เมอร์ค ประเทศไทยมีแผนจะปลูกต้นไม้จำนวน 2,007 ต้น แต่เนื่องจากกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมอาสาสมัครเน้นการมีส่วนร่วม บริษัทฯ จึงเปิดโอกาสให้พนักงาน ลูกค้า รวมถึงครอบครัวและเพื่อนสามารถเข้าร่วมในกิจกรรมโดยสามารถซื้อต้นไม้เพื่อปลูกเพิ่มเติมได้ และจากความร่วมมือร่วมใจจากเหล่าอาสาสมัครทำให้จำนวนต้นไม้ที่ปลูกในกิจกรรมนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4,144 ต้น เป็นจำนวนเงินกว่า 160,000.- บาท มากกว่าที่คาดการณ์ไว้กว่าเท่าตัว และสามารถปลูกให้เสร็จสิ้นโดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง

มร. แอนดรู สตีล ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร มูลนิธิ PATT กล่าวว่า “บริษัทต่างๆ สามารถมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท และในครั้งนี้มูลนิธิ PATT มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับเมอร์ค ประเทศไทย ในการที่จะบรรลุเป้าหมายที่ทางมูลนิธิฯ ได้กำหนดไว้คือ การปลูกต้นไม้ทั่วโลกให้ได้ 1 ล้านต้นต่อปี”

หนึ่งในอาสาสมัครในกิจกรรมนี้ คุณจิรธร ธนวิชชบูรณ์ เภสัชกรและเจ้าของร้านขายยา กล่าวว่า “ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินว่าเมอร์ค ประเทศไทยจะมีกิจกรรมปลูกต้นไม้ก็ตื่นเต้นมาก สามารถดูความตั้งใจของผมได้จากการที่ผมเป็นอัมพฤกษ์ถือไม้เท้า เดินเหินก็ไม่สะดวก แต่ผมก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะมา ถึงร่างกายผมจะไม่เต็มร้อย แต่ใจผมเต็มร้อย ผมต้องการปลูกต้นไม้เพื่อในหลวงของเรา และเพื่อสาธารณประโยชน์อีกด้วย กิจกรรมในครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผม เพราะการปลูกป่าเป็นการเพิ่มออกซิเจนด้วย เนื่องจากปัจจุบันนี้สภาพสิ่งแวดล้อมแย่มาก ลูกค้าที่เป็นเด็กที่ร้านมักมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นเพราะสิ่งแวดล้อม เป็นการทำให้เราเสียโอกาสว่าถ้าเด็กคนหนึ่งเป็นเด็กเก่งแต่ป่วย ไม่สามารถนำศักยภาพของตนมาพัฒนาประเทศในอนาคตได้ กิจกรรมนี้ถือเป็นอานิสงส์ที่เราทำเพื่อชุมชนโดยรวม ผมรู้สึกอิ่มใจ สบายใจที่ได้ทำเพื่อส่วนรวม”

หนึ่งในพนักงานอาสาสมัครจากเมอร์ค ประเทศไทยกล่าวว่า “การร่วมกันปลูกต้นไม้ในวันนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ถึงแม้ว่าอากาศจะร้อนมาก แต่ก็ไม่มีใครบ่น ทุกคนต่างปลูกต้นไม้กันอย่างสนุกสนานเพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าต้นไม้ที่ตนปลูกนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อขุมชน สิ่งแวดล้อม และโลกของเรา จริงๆ แล้วดิฉันได้เห็นการรวมพลังของพวกเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นจากพนักงาน คณะผู้บริหาร ลูกค้า และเพื่อนๆ”

นอกจากกิจกรรมปลูกต้นไม้แล้ว เมอร์ค ประเทศไทยยังได้มีการรณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมช่วยกันลดภาวะโลกร้อนโดยการใช้ถุงผ้าแทนพลาสติก โดยได้มีการแจกถุงผ้าสีเขียวซึ่งมีข้อความว่า “Care for Green: Help Stop Global Warming” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านได้นำไปใช้เพื่อช่วยลดโลกร้อน

กิจกรรมนี้ได้แสดงให้เห็นว่าหากทุกคนร่วมมือและให้ความเอาใจใส่อย่างจริงจัง เราก็สามารถช่วยกันรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของเราอันจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนโดยรวม

รูปบางส่วนของงานกิจกรรม

* คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่

อาสาสมัครตัวน้อยกำลังเรียนรู้วิธีช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน
มร.ไฮน์ซ ลันดาว และมร.อูลริค เวเบอร์ สองผู้บริหารของเมอร์ค ประเทศไทย
ภาพหมู่ของอาสาสมัครทุกท่านหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมปลูกต้นไม้ - รักษ์ผืนป่ากับเมอร์ค ประเทศไทย
อาสาสมัครตัวน้อยกำลังเรียนรู้วิธีช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน มร.ไฮน์ซ ลันดาว และมร.อูลริค เวเบอร์ สองผู้บริหารของเมอร์ค ประเทศไทย ภาพหมู่ของอาสาสมัครทุกท่านหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมปลูกต้นไม้ - รักษ์ผืนป่ากับเมอร์ค ประเทศไทย

เกี่ยวกับเมอร์ค ประเทศไทย
เมอร์ค ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ มีลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ โรงพยาบาล สถาบัน และอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย เมอร์ค เป็นบริษัทที่เน้นในเรื่องของความเอาใจใส่เป็นหลักในการทำธุรกิจ และให้ความสำคัญกับลูกค้า 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้นและสังคมไทย ก่อตั้งในประเทศไทย เมื่อปี 1991 ในรูปแบบบริษัทร่วมทุนระหว่าง Merck KGaA (เยอรมนี) และบี กริม (ประเทศไทย) เมอร์ค ประเทศไทย มีพนักงานทั้งหมดกว่า 150 คน สำนักงานหลักตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ และศูนย์กระจายสินค้าตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู (38 กม.จากกรุงเทพฯ)

เมื่อย้อนไป 339 ปีที่ผ่านมา บริษัท Merck KGaA ได้ก่อตั้งขึ้นในดาร์มชตัทประเทศเยอรมนี เมื่อธุรกิจเวชภัณฑ์มีการเจริญเติบโตขึ้น บริษัทได้ทำการขยายสาขาไปที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี ค.ศ. 1891 สาขาที่นิวยอร์คนี้ได้ถูกยึดโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และในปี ค.ศ. 1917 บริษัท Merck & Co. ในนิวยอร์กนี้ได้แยกเป็นบริษัทอิสระ นับตั้งแต่นั้นมาทั้งสองบริษัทจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่ก็ยังคงใช้ชื่อ Merck เหมือนกัน โดยที่ Merck KGaA แห่งเยอรมนี ได้รับสิทธิในทางกฎหมายในการใช้ชื่อ Merck ได้ทั่วโลกยกเว้นเพียงในประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ส่วน Merck & Co. แห่งสหรัฐฯ จะสามารถใช้ชื่อนี้ได้ในทวีปอเมริกาเหนือเท่านั้น ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท Merck แห่งเยอรมนี สามารถค้นหาได้ที่ www.merck.de

เกี่ยวกับมูลนิธิ Plant-A-Tree-Today (PATT)
มูลนิธิ PATT ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำลายพื้นที่ป่าอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยต้องการสร้างความตระหนัก และให้ความรู้แก่เด็กๆ ในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงประโยชน์ของต้นไม้ที่มีต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ ด้วยการปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น เราจะสามารถรับมือกับสภาวะอากาศปรวนแปรที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ ท่านสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.plant-a-tree-today.org หรือติดต่อคุณคริส โดเฮอร์ตี้ มูลนิธิ PATT หมายเลขโทรศัพท์ 66 (0) 2 259 6255

 

โครงการแรลลี่ปลูกป่า 80 พรรษาพ่อหลวงไทย

| | | | |

ยุวสมาคมแห่งประเทศไทย อันมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเป็นผู้นำสำหรับคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 18-40 ปี เป็นหนึ่งในสมาชิกของยุวสมาคมนานาชาติ ซึ่งมีสมาชิกระดับประเทศกว่า 100 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยุวสมาคมแห่งประเทศไทย ยังมีสมาชิกยุวสมาคมแห่งประเทศไทย ระดับท้องถิ่น กระจายอยู่ทั่วประเทศ

เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา ยุวสมาคมแห่งประเทศไทย ได้กำหนดจัดกิจกรรม "โครงการแรลลี่ปลูกป่า 80 พรรษาพ่อหลวงไทย" ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 29-30 กันายน 2550 เส้นทางกรุงเทพฯ สมุทรสงคราม และมีการร่วมกันปลูกป่าต้นลำพูให้หิ่งห้อยอยู่เชิงนิเวศน์ ที่ตำบลท่าคา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม รายได้จากโครงการนี้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วนำไปจัดซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียมสำหรับโรงเรียนในชนบทห่างไกล ขึ้นทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามโครงการในพระราชดำริฯ
โดยที่ศูนย์ส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม(ศกอส) ตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ส่งเสริมการทำคุณประโยชน์แก่สังคมเป็นที่รู้จักอย่างกว้างทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และส่วนงานราชการถือเป็นอันดับหนึ่ง จึงขอการสนับสนุนประชาสัมพันธ์ "โครงการแรลลี่ปลูกป่า 80 พรรษาพ่อหลวงไทย" ในสื่อทุกประเภทของท่านตลอดจนส่วนงานราชการที่สามารถประสานงานได้ด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากท่านด้วยดี และขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้
อนึ่ง ข้อมูลรายละเอียดจะอยู่ในไฟล์แนบและลิงค์
จาก กฤชกมล นิติธรรมโกศล ฝ่ายอำนวยการโครงการ
โทร. 086-3314151 โทรสาร. 02-3752059

โปรแกรมกำหนดการครูบ้านนอกรุ่นพิเศษ “ เกาะเหลา ” จ.ระนอง

| | | | |


โปรแกรมกำหนดการครูบ้านนอกรุ่นพิเศษ เกาะเหลา จ.ระนอง 

วันที่ 6  -  8  กรกฎาคม  2550

ข้อมูล  เกาะเหลา   จ. ระนอง                 ชุมชนเกาะเหลา เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ ม.ที่ 6 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง เป็นชุมชนที่เป็นที่อยู่ของพี่น้องชาวมอแกน มีการตั้งชุมชมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 เป็นของนายกิมเหลียง  อยู่ซ้วน  ต่อมานายกิมเหลียงเสียชีวิต ลูกเขยคือ นายทวี  รอดไพฑูรย์ และหลาน คือนาย ถนัด อยู่ซ้วน ได้เข้ามาอ้างสิทธิ์ในที่ดิน เนื่องจากที่ดินดังกล่าวมี น.ส. 3 ต่อมานายทวี ได้ชวนพี่น้องชาวมอแกนในหมู่เกาะสุรินทร์เข้ามาอาศัยอยู่ด้วยในพื้นที่ในบริเวณหน้าหาด ปัจจุบันมีพี่น้องชาวมอแกนอาศัยอยู่ จำนวน 43 ครอบครัว 212 คน (ตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเนื่องจากการอพยพย้ายที่ของชาวมอแกน) วิถีชีวิต วิถีชีวิตของชาวมอแกนเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีการนับถือผีบรรพบุรุษ ประกอบอาชีพการประมงสามารถอาศัยอยู่ในทะเลได้ครั้งละหลายวัน มีวัฒนธรรมที่เป็นเฉพาะ โอกาสทางการศึกษามีน้อย ถึงแม้จะมีโรงเรียนบ้านในชุมชน เนื่องจากการอพยพย้ายที่ ลักษณะบ้านเรือน เป็นเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูงมุงจากไม่มีความมั่นคง  ระบบสาธารณูปโภค ใช้เครื่องปั่นไฟ ระบบน้ำบ่อบาดาลและพึ่งพาระบบน้ำจากธรรมชาติ ระบบสาธารณสุข ไม่ถูกสุขลักษณะ พี่น้องชาวมอแกนในพื้นที่ไม่มีความรู้ในเรื่องการรักษาพยาบาลทำให้สมาชิกในชุมชน มีโรคทางเดินทางอาหาร ทางเดินหายใจ ทำให้แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคท้องร่วงในทุกปี

          เกาะเหลา เป็นชุมชนชาวประมงเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากท่าเทียบเรือปากน้ำระนองเพียง 30 นาที ฝั่งตรงข้ามอยู่ติดกับจังหวัดเกาะสอง ประเทศพม่า บนเกาะแห่งนี้มีประชากร 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนไทย และกลุ่มมอแกน อาศัยอยู่กันคนละฟากเกาะ ซึ่งตั้งห่างกันประมาณ 3 ก.ม. ไปมาหาสู่กันได้ทั้งทางเรือและเดินเท้า    

         กลุ่มคนไทย ตั้งบ้านเรือนอยู่ในส่วนที่เรียกว่า เกาะเหลาใน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและอิสลาม และเป็นเครือญาติกัน  

วิถีชีวิตผูกติดกับทะเลอย่างแยกไม่ออก ฉะนั้นคนที่นี่จึงทำอาชีพประมงพื้นบ้านกันส่วนใหญ่ ทั้ง การวางอวนปู หรือ กระชังปลา  ส่วนเกาะเหลานอก เป็นเขตของ 'ชาวเล' หรือชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ มอแกน ที่อาศัยรวมกันเป็นชุมชนขนาดย่อมริมทะเลด้านนอก           กล่าวสำหรับ เกาะเหลานอก ซึ่งเป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ มอแกน อาศัยอยู่นั้น นับรวมระยะเวลากว่า 30 ปีมาแล้วที่พวกเค้าสร้างบ้านเรือนตั้งหลักแหล่ง โดย การชักชวนของจ่าทวี ผู้ซึ่งอาศัยก่อน โดยต้องการให้หยุดเร่ร่อน ตามเกาะแก่งอันดามัน            และวันนี้บางส่วนได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่เกาะช้าง โดย องค์กรคริสต์จักรระนองเป็นหน่วยงานสนับสนุนในการสร้างบ้าน ระยะเวลาการเดินทางไปประมาณ หนึ่งชั่วโมง              กระทั่ง...มหันตภัยสึนามิเมื่อเดือนธันวาคม ปี2547  ที่ผ่านมา พี่น้องผองเพื่อนชาวไทยและทั่วโลก ได้รู้จักตัวตนของคนทะเลกลุ่มนี้มากขึ้น ด้วยเหตุที่พวกเขามีสัญชาตญาณของความเป็น 'คนทะเล' ทำให้รอดพ้นจากวิกฤติเลวร้ายนั้นมาได้อย่างหวุดหวิด ทว่า นอกจากชีวิตแล้ว พวกเขาก็ไม่เหลืออะไรพอที่จะใช้ดำรงชีวิตต่อไปได้เลย              ความช่วยเหลือจากภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ค่อยๆ ทยอยลงไปในพื้นที่ แต่ก็มีบางแห่งที่แรงน้ำใจเดินทางไปถึงลำบาก  เนื่องจากสภาวะตัวตน ความเป็น คนไร้รัฐ  ไม่มีสถานะทางทะเบียนมารองรับทำให้เค้าเหล่านั้น ไม่ได้รับการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างเลย เช่น สิทธิในด้านการรักษาพยาบาล  หรือ สิทธิในการเดินทาง เป็นต้น              เด็กๆของที่นี่ส่วนใหญ่ ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนของรัฐ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณ เกาะเหลาหน้าใน กล่าวสำหรับเด็กมอแกนแล้ว อัตราเฉลี่ยระดับการจบการศึกษา อยู่ที่ประมาณ ป.4 เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างเป็นองค์ประกอบสำคัญ  เช่น หลักสูตรของการศึกษาไม่สอดคล้องกับวิถีชีวต  การขาดความเข้าใจของบุคลากร  ทัศนคติที่เป็นไปในด้านลบทำให้ละเลยที่จะเข้าถึงเด็กๆมอแกน เป็นต้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กๆจะออกจากโรงเรียนกลางคัน เพื่อมาช่วยพ่อแม่ หากินตามวิถีชาวเล          นอกจากนี้ยังมี องค์กรคริสจักรระนอง  มูลนิธิเด็ก  action aid มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนหลักในพื้นที่ คอยหนุนเสริมอยู่ ทั้งในด้านการศึกษาของเด็ก  เรื่องสัญชาติหรือ ภาคสันทนาการต่างๆ เป็นต้น     

ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ใหญ่ ของเด็กๆ ก็ยัง ประสบปัญหาแร้นแค้นในการทำมาหากิน แม้ในตอนนี้การจ้างไประเบิดปลาจะไม่มีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีนายทุนบางกลุ่มจากระนอง ชักชวนไปดำปลิงอย่างผิดกฎหมาย แถบหมู่เกาะนิโคบา มหาสมุทรอินเดีย นับเป็นความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง โดยเมื่อเดือนที่แล้วก็ถูกทางการอินเดียจับกุมในข้อหาลักลอบจับสัตว์น้ำโดยมิได้รับอนุญาติ บางครั้งโดนโกง บางครั้งโดนยิงตาย เส้นแบ่งระหว่างรายได้กับความตายห่างกันน้อยนิด  ปรากฎการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นหนังน้ำเน่าที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพราะคนเหล่านี้มีทางเลือกไม่มากนัก

ไม่มีอาชีพที่ยั่งยืน ทรัพย์กรในท้องทะเลก็ลดน้อยลง จึงไม่แปลกที่เมื่อลงเกาะเราจะเห็นผู้คนส่วนใหญ่ว่างงาน จึงไม่แปลกเลยที่วันนี้มอแกนบางส่วนเริ่มออกไปขอทานในระนอง      กระบวนการให้ความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและยั่งยืน เป็นความยั่งยืนภายใต้การลุกขึ้นด้วยตัวเอง ..วันนี้ยังไม่เกิด         นอกจากนี้ปัญหา พื้นฐานหลายๆอย่างก็ดำรงสภาพอยู่เช่นเดิม อาทิเช่น ปัญหาขยะซึ่งเป็นปัญหาเชื่อมโยงกับสุขภาพอนามัย และโรคติดต่อมากมายที่มาทางน้ำ เช่น โรคท้องเสีย ซึ่งในทุกๆปีจะต้องมีคนเสียชีวิต  ปัญหาน้ำกินน้ำใช้  ปัญหาโรคผิวหนัง หรือ ปัญหาที่อยู่อาศัย  ที่ดิน กระทั่งการเรียนรู้ที่จะใช้ห้องส้วมอย่างถูกวิธี  ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร      ทั้งหมดทั้งปวง คือ สภาพความเป็นจริงของมอแกน เกาะเหลา  หากเมื่อกล่าวกันให้ถึงที่สุด กลุ่มมอแกนที่อาศัยในเกาะเหลา อาจเป็นกลุ่มที่มีสภาพความเป็นอยู่ที่แย่ ที่สุด เมื่อ เทียบกับ พี่น้องมอแกนในหลายๆพื้นที่   

ในภาควัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ มอแกน มีลิเกป่าร้องรำตามประสามอแกนถ่ายทอดวิถีชีวิตผ่านบทเพลง ด้วยถ้อยสำเนียงภาษามอแกน เครื่องเคาะเข้าจังหวะสุดแล้วแต่จะหาได้ และประเพณีลอยเรือ เพื่อบูชาบรรพบุรุษ และปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป มีขึ้นในเดือนเมษายน แต่นับวันประเพณีดังกล่าวค่อยๆถูกกลืนหาย ไปกับวันเวลา และกระแสเชี่ยวกรากของสังคมทุนภายนอก ซึ่งเมื่อมองดวงตาอันเก่าแก่มอแกนจะเห็นแต่ผืนน้ำที่ไร้พรมแดน กับวันเวลาที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมา    

            เมื่อมองเชื่อมโยงปัญหาทั้งหมด วันนี้เกาะเหลานอก ยังเป็นโจทย์ที่ยังแก้ไม่ตก และเป็นความมืดดำสำหรับ บุคคลภายนอกทั่วไปภาระกิจหลักของครูบ้านนอกรุ่นนี้1. เรียนรู้แลกเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมของพี่น้องมอแกน2.  ทำกิจกรรมกับเด็กๆในหมู่บ้าน เน้นกิจกรรมการเล่น การสื่อสารภาษาไทย3 .  เก็บข้อมูลครอบครัวของชาวบ้าน และหมู่บ้าน รวมทั้งร่วมกันทำแผนที่หมู่บ้าน เพื่อช่วยชาวบ้านในการรวบรวมข้อมูลสำหรับการทำสัญชาติและเก็บเป็นฐานข้อมูลให้กับชาวบ้าน5.  สอน ชาวบ้าน ให้เขียนชื่อตัวเอง เขียนภาษาไทย หรือสนทนา ภาษาไทยคำง่ายๆ  ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องป้ำนิ้วหัวแม่โป้งในการติดต่อกับหน่วยงานราชการ  เราจะไปสอนเริ่มต้นไว้เฉพาะชื่อเท่านั้น 6.  เราจะกลายเป็นนักเรียน ให้เด็กๆได้ภาคภูมิใจในภาษาของเค้า  เราจะให้เค้าสอนภาษาให้กับพวกเรา7.  เราจะกลายเป็นนักเรียน เรียนรู้วิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้าน  ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาของพวกเค้า แต่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับคนเมืองอย่างพวกเรา

8.  เตรียมกิจกรรมฐานการเรียนรู้  ไม่ว่าจะเป็นฐานสุขลักษณะ  ฐานภาษาไทย   ฐานภูมิศาสาตร์  เป็นต้น 



วิถีความเป็นอยู่...ชาวมอแกนเกาะเหลา


พาหนะคู่กาย..สหายผู้ช่วยเลี้ยงปากท้อง

เรือที่ครูบ้านนอกจะเดินทางสู่เกาะเหลา

เด็ก ๆ ที่จะพาครูสัมผัสชีวิตจริงของเขา


การเดินทางไปศึกษาของเด็กน้อย


สถานศึกษา..ที่ห่างไกล

  โปรแกรมกำหนดการครูบ้านนอกรุ่นพิเศษ เกาะเหลา จ.ระนอง วันศุกร์ที่  6 กรกฎาคม 50    (  วันแห่งการเปิดประตู สู่การเรียนรู้ )              6.00 น. -  8 .00 น.   ทีมงานกระจกเงา  รอรับคณะอาสาสมัคร ที่ท่ารถ บขส. ประจำจังหวัดระนอง    อาสาสมัครแยกย้ายทำธุระส่วนตัว  และรับประทานอาหารเช้า ให้เป็นที่เรียบร้อย  ( รบกวนจัดการตัวเองด้วยนะครับ )               8.00 น.      พบเจ้าหน้าที่ทีมงานสัญชาติภาคใต้  ที่ทำงานกับชาวบ้านพี่น้องมอแกน บนหมู่เกาะเหลา  เพื่อพูดคุยรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวโครงการ และ ชี้แจงภาระกิจที่อาสาสมัครจะเข้าพื้นที่ไปช่วยเหลือพี่น้องมอแกน               12.00 น.    เราจะทานข้าวเที่ยงพร้อมกัน  ก่อนที่จะเดินทางเข้าพื้นที่                13.00 น.   หลังจากทานอาหาร เป็นที่เรียบร้อย   พวกเราเหล่า " อาสาสมัคร " เริ่มออกเดินทาง ไปยังหมู่เกาะเหลา  พวกเราจะนั่งเรือหางยาวของชาวบ้านเขาไปกันครับ                พอถึงหมู่บ้าน เราจะพบกับผู้นำหมู่บ้าน   คณะกรรมการหมู่บ้าน   และ เด็ก ๆ   จากนั้นจัดสัมภาระเข้าที่พัก   และกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อสำรวจพื้นที่ บริเวณรอบ ๆ เกาะเหลา โดยมีทีมงานสัญชาติ  และ แกนนำชาวบ้าน พาเดินแนะนำสถานที่ต่าง ๆ  เล่าประวัติความเป็นมาต่าง ๆ                     16.00  น. แยกย้ายพักผ่อน ท่านใดสนใจเล่นน้ำ  เล่นกีฬา กับเด็ก ๆ  และ ชาวบ้าน ก็สามารถเล่นได้                 18.00 น. รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน                  19.00 น.  จากนั้นสรุปงานเตรียมกิจกรรมสำหรับวันพรุ่งนี้   21.00 น.  แยกย้ายพักผ่อน   วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม 50  ( กิจกรรมการเรียนรู้วิถีชุมชน)               7.30 น.  รับประทานอาหารเช้าพร้อมกัน                8.30 น. วันนี้พวกเราเหล่าอาสาสมัคร  จะทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวบ้าน โดยจะจัดเป็นฐานการเรียนการสอนจากนั้นจะชวนชาวบ้าน และ เด็ก ๆ  เข้าฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ  อาสาสมัครสามารถ เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ของรางวัล  และ เตรียมกิจกรรมในฐานมาได้นะครับ เพื่อที่จะมาทำกิจกรรมร่วมกันในแต่ละฐานการเรียนรู้   ( เราจะสอนเเบบบรูณาการกัน  ไม่เน้นวิชาการมากนัก )               12.00 น.  พักทานอาหารเที่ยง  สรุปกิจกรรมการเรียนการสอนในช่วงเช้าที่ผ่านมา                 13.00 น.   สำหรับช่วงบ่าย เราจะเรียนรู้วิถีชีวิต  การประกอบอาชีพ  การหาของทะเล   ฯลฯ    ของชาวบ้าน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน    จากนั้นพวกเราจะช่วยกันพัฒนาหมู่บ้าน โดยการร่วมกันทำความสะอาด เก็บขยะ รอบ ๆ หมู่บ้าน                16.00  น. แยกย้ายพักผ่อน  เล่นกีฬา เล่นน้ำ  อื่น ๆ               18.00 น.  รับประทานอาหารร่วมกัน                19.00  น.  มีกิจกรรมสันทนาการรอบกองไฟ กับเด็ก ๆ และชาวบ้านคือนี้เป็นคืนสุดท้ายที่เราจะอยู่กับชาวบ้าน  จะมีกิจกรรมแลกเปลี่ยน กับชาวบ้าน               21.30 น.   จากนั้นสรุปงานเตรียมกิจกรรมสำหรับวันพรุ่งนี้                  22.00 น.  แยกย้ายพักผ่อน วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม   ( วันแห่งการร่ำลา )                   7.30 น.  รับประทานอาหารเช้า                                             8.30 น. ร่ำลาชาวบ้าน  ออกเดินทางออกจากเกาะเหลา    เข้ามาที่ตัวเมือง จ. ระนอง                               สรุปงานภาพรวมทั้งหมดที่มาร่วมโครงการในครั้งนี้  และสรุปกิจกรรมที่ได้ทำมาทั้งหมด      จากนั้นเดินทางท่องเที่ยวในตัวเมืองระนอง                    16.00 น.  กลับมาขึ้นรถ ที่ท่ารถ บขส. เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ   @ กำหนดการสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม  เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่จะดำเนินงาน  @ สำหรับผู้สมัครเข้าร่วมโครงการในรุ่นนี้1.     สำหรับรุ่นนี้เปิดรับสมัครอาสาสมัคร จำนวน  20  คน  เท่านั้น 

2.     อาสาสมัครที่มาร่วมงาน จะต้องเคยเข้าร่วมงานโครงการครูบ้านนอก ที่เชียงราย แล้วเท่านั้น

 อาสาสมัครต้องทำอะไรบ้าง
1. ช่วยเด็กพัฒนาทักษะภาษาไทย โดยเฉพาะทักษะความเข้าใจในการสื่อสาร เน้นการฟัง และการพูด
2. กลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต สอนให้เด็กมีทักษะชีวิต (Life Skill) คิดได้ คิดเป็น กล้าแสดงออก กล้าสื่อสารมีความมั่นใจในตัวเอง มีความ เชื่อมั่นและภาคภูมิใจในวิถีชีวิต และ  วัฒนธรรมของตนเอง  (ความเป็นชาวเขา)
3. ช่วยกันกระตุ้นต่อมการเรียนรู้ของเด็กให้เปิดกว้าง
 เรื่องการ ลงทะเบียน โดยการลงทะเบียนผ่าน ธนาคารชื่อบัญชี "โครงการครูอาสา" .กรุงไทย สาขาห้าแยกพ่อขุนเม็งรายเลขที่บัญชี 539-1-33371-7 บัญชีออมทรัพย์  จำนวน 1,000 บาท   สำหรับ ค่าประสานงาน / ค่าอาหารสำหรับอาสาสมัครในช่วงทำกิจกรรม /  ค่าเดินทางเข้าพื้นที่ที่เข้าไปทำกิจกรรม     ( ไม่รวมค่ารถทัวร์ ไป  - กลับ ของอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการ  )        เมื่อลงทะเบียนผ่านธนาคารแล้ว กรุณาโทรฯ  มาแจ้ง พร้อมกับเก็บใบสลิปไว้เพื่อนำมาให้ที่ จ. ระนอง ในวันที่เดินทางมาร่วมงาน  เรื่องการเตรียมความพร้อมและเรื่องอื่นๆ+  หมู่บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้า  หมู่บ้านนี้ ไม่มีห้องน้ำ ต้องเข้าห้องน้ำ ตามป่า ริมทะเล และ ชายหาด  +  ถุงนอน ไฟฉาย รองเท้าแตะ  ที่พักเราจะพัก รวมกัน  แยกชาย  แยกหญิง เป็นบ้านพัก บนกระชังปลา+  ร่ม หรือ เสื้อกันฝน  +  ยากันยุง  ( สำคัญมาก )+  ยารักษาโรคประจำตัว ( ถ้ามี )+  ถุงนอน ไฟฉาย รองเท้าแตะ  +  เสื้อผ้าส่วนตัว เตรียมมาเท่าที่จำเป็นเพราะเป็นช่วงหน้าฝน  เตรียมผ้าถุง  ผ้าขะม้า  หรือ ชุดสำหรับอาบน้ำ และ เล่นน้ำทะเล  +  ส่วนเรื่องอาหาร เราจะแบ่งกลุ่มกันทำอาหารทุกมื้อ  +  ของอุปกรณ์กีฬา  เครื่องเขียน  ของเล่น  ของรางวัล   ขนม   สำหรับทำกิจกรรมต่าง กับชาวบ้าน และ เด็ก ๆ  การเดินทางโดยกิจกรรมนี้อาสาสมัครต้องเดินทางมาด้วยตัวเองและมาเจอกับเราที่ท่ารถ บขส.ระนอง   เราจะมีทีมงานจากองค์กรออกไปรับ  พร้อมป้ายโครงการ ฯ  ... คลิกดูรายละเอียดการเดินทางได้ที่นี่ ระหว่างนี้โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่         ......    คุณ จะเด็จ      .........
Email:  jadad@bannok.com
MSN: jadadbannok@hotmail.com
เบอร์โทร  :  053-737-412    -    3    ขอสาย    จะเด็จ

มือถือ       :  0-87183-3705 

ปลูกป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ

| | |

ปลูกป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ
เขียน: V4N

การมีส่วนร่วมช่วยบรรเทาปัญหา ภาวะโลกร้อน
เป็นทางออกอย่างหนึ่งที่พวกเราช่วยกันได้ ไปร่วมกันปลูกป่าชายเลนกันดีกว่า

เปิดรับคนที่สนใจในงานด้านสิ่งแวดล้อม และต้องการความแปลกใหม่ให้กับชีวิต
นอกจากการไปทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลนแล้ว ยังได้ไปดูหิ่งห้อย
แหล่งใหม่ในภาคตะวันออกอีกด้วย

21-22 กรกฎาคม 2550
สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 จังหวัดจันทบุรี

ในยามค่ำคืน โดยเฉพาะในคืนเดือนแรม
หากได้เดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติจะพบว่าสองข้างทางจะเป็นป่าหิ่งห้อย
โดยมีหิ่งห้อยจำนวนมากส่องแสงระยิบระยับตลอดเส้นทางเกือบ 2 กิโลเมตร

กิจกรรมกำหนดการ วันปลูกป่าชายเลน
วันที่ 21 กรกฎาคม 2550
8.30 น. รวมตัวกันหน้าสนามกีฬาไทยญี่ปุ่น-ดินแดง เพื่อเดินทางไปยัง จ.จันทบุรี
12.00 น. พื้นที่ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 (จ.จันทบุรี)
รับประทานอาหารเที่ยง ที่สถานีฯ
13.30 น. ฟังคำบรรยายจากเจ้าหน้าที่ ในเรื่องพื้นที่ป่าชายเลน
เก็บสัมภาระเข้าที่พัก หรือ กางเต้นท์ (สำหรับผู้ที่นำมาเอง)
14.30 น. นั่งเรือล่องชมสภาพพื้นที่สองข้างทางริมแม่น้ำเวฬุ
16.00 น. เดินชมธรรมชาติบนสะพานศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร หรือ
ปั่นจักรยานท่องเที่ยวชมธรรมชาติเส้นทางประมาณ 4 กิโลเมตร
17.00 น. จัดการภาระกิจส่วนตัว
18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
19.30 น. เดินชมหิงห้อยตลอดสองข้างทางเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
21.00 น. แยกย้าย พักผ่อน ตามอัธยาศัย

22 กรกฎาคม 2550
8.30 น. รับประทานอาหารเช้า
9.30 น. ลงมือปฏิบัติการ ปลูกป่าชายเลน ลุยโคลนกลางทะเล
12.00 น. เสร็จงาน เก็บสัมภาระ เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ
รับประทานอาหารเที่ยง ก่อนกลับ
14.00 น. ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ
17.00 น. ถึงกรุงเทพฯ

หมายเหตุ  กำหนดการอาจจะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ น้ำขึ้นน้ำลง
และสภาพดินฟ้าอากาศ

รับอาสาสมัครจำนวน 30 คนเท่านั้น

ค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรม
800 บาทต่อคน

ค่าใช้จ่ายนี้รวม
- ค่าเดินทางทั้งหมด
- ค่าที่พัก 1 คืน
- ค่าอาหาร 4  มื้อ
- ค่าเรือล่องแม่น้ำเวฬุ
- ค่าประกันการเดินทาง

ค่าใช้จ่ายนี้ไม่รวม
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเช่น ค่าเช่ารถจักรยาน ค่าซื้อสินค้าของฝาก

เปิดรับสมัคร
ตั้งแต่วันนี้ - 17 กรกฎาคม 2550

จ่ายเงินค่าเข้าร่วมปลูกป่าชายเลนได้ที่
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลาดพร้าว 111
บัญชีออมทรัพย์ ชื่อ เครือข่ายอาสารักษ์ธรรมชาติ
เลขที่บัญชี 052-4-10123-1

ยืนยันการเข้าร่วมได้ 2 ทาง
1. โดยการโอนเงิน เข้าบัญชีธนาคาร แล้วส่ง FAX ใบโอนเงิน
พร้อมแจ้งชื่อ-นามสกุล อายุ (เพื่อใช้ในการทำประกัน) และเบอร์โทรศัพท์
ส่วนสลิปโอนเงินกรุณาเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันในวันเดินทาง
2. โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร แล้วโทรศัพท์แจ้งที่เบอร์ 081-4811496

สิ่งที่ควรนำไปด้วย
ของใช้ส่วนตัว / ยาประจำตัว / รองเท้าสวมสบาย /
ถุงเท้าหนาๆ(ใส่ลุยโคลนเมื่อเวลาปลูกป่า) / หมวกกันแดด

โทรศัพท์ : 0-2377-2105
Fax : 0-2377-2105
Mobile : 08-1481-1496 ,
E-mail :
iam_chy@yahoo.com

องค์กรใจดีด้านสิ่งแวดล้อม จ.ระยอง

|

องค์กรใจดีด้านสิ่งแวดล้อม จ.ระยอง

 

 

องค์กรใจดีด้านสิ่งแวดล้อม จ.นครปฐม

|

องค์กรใจดีด้านสิ่งแวดล้อม จ.นครปฐม   

ชื่อองค์กร