Home  

คนใจดี

ภาษีทรัพย์สิน: กระดูกสันหลังประชาธิปไตย

|


ภาษีทรัพย์สิน: กระดูกสันหลังประชาธิปไตย

 

ดร.โสภณ พรโชคชัย*

 

ทำไมระบอบประชาธิปไตยไทยจึงล้มลุกคลุกคลานแม้จะมีอายุถึง 76 ปีแล้ว คำตอบง่าย ๆ ก็คือ การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เรามักเข้าใจว่าการมีส่วนร่วมหมายถึงแค่การไปออกเสียงเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริงหมายถึงการมีส่วนให้หรือส่วนเกื้อหนุนในฐานะสมาชิกของสังคมหรือของประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้แก่การเสียภาษี

คงไม่มีประเทศใดจะอยู่รอดได้หากประชาชนของประเทศไม่ได้เสียภาษี และภาษีที่ผมหมายถึงก็คือภาษีทรัพย์สิน การที่ประชาชนได้เสียภาษีโดยตรงจะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ จะร่วมกันดูแลภาษีของตน และปิดโอกาสที่จะให้นักการเมืองหรือข้าราชการประจำรายใด มาแสวงหาผลประโยชน์

ภาษีทรัพย์สินเป็นไง

ภาษีทรัพย์สินนี้หมายถึงภาษีที่ประชาชนผู้ครอบครองทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์และโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ต้องเสียให้กับท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองโดยตรง ระบบภาษีทรัพย์สินจะทำให้ผู้เสียภาษีเล็งเห็นถึงประโยชน์ของภาษีที่ตนเองจะได้รับ และตระหนักถึงหน้าที่ของตนในการเสียภาษี

ในเมืองเกือบทุกแห่งของประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา ประชาชนต้องเสียภาษีทรัพย์สินเป็นเงินประมาณ 1-2% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ตนเองเป็นเจ้าของ เช่น หากเรามีบ้านราคา 1 ล้านบาทในเขตเทศบาลเมืองคูคต ปทุมธานี เราต้องเสียภาษีทรัพย์สินประมาณ 15,000 บาท หรือ 1.5% โดยภาษีนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อการจัดการศึกษา จัดสร้างสาธารณูปโภค และการพัฒนาอื่น ๆ ในเขตเทศบาลดังกล่าว

ประโยชน์ของภาษีทรัพย์สิน

จะเห็นได้ว่า ยิ่งเก็บภาษีได้มากเท่าไหร่ เทศบาลนั้น ๆ ยิ่งเจริญ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เก็บได้ก็เพื่อการพัฒนาในพื้นที่เท่านั้น ประชาชนจึงรู้สึกมีความเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตามอาจมีชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนไม่อยากเสียภาษีนี้บ้าง เช่น คนโสด เพราะตนเองอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการจัดการศึกษาแก่เด็ก เป็นต้น แต่การมีโรงเรียนคุณภาพในท้องถิ่นจะทำให้มีคนสนใจย้ายเข้าท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของตนเองเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

โดยที่ภาษีทรัพย์สินเป็นภาษีสำหรับท้องถิ่นซึ่งมีขนาดเล็กและเป็นภาษีทางตรง จึงทำให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถช่วยดูแล ควบคุมเป็นอย่างดี ต่างจากในสถานการณ์ปัจจุบันของไทย ที่รัฐบาลกลางส่งเงินมาให้ส่วนท้องถิ่นใช้ คนในท้องถิ่นจึงไม่รู้สึกเป็นเจ้าของเงินดังกล่าว ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง” กลายเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบไป

กระดูกสันหลังประชาธิปไตย

ในประเทศตะวันตก ไม่เฉพาะนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้บริหารหรือหัวหน้าสำนักการศึกษา การสาธารณูปโภค การประเมินค่าทรัพย์สินเพื่อการเสียภาษี และอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นบุคคลเดียวหรือในรูปคณะกรรมการ ก็จะต้องผ่านการเลือกตั้งเช่นกัน มีเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเท่านั้น ที่เป็นข้าราชการประจำของเมืองหรือเทศบาล

การเลือกตั้งผู้บริหารหรือหัวหน้าสำนักต่าง ๆ ข้างต้น ทำให้การบริหารเทศบาลเป็นไปตามความต้องการของคนในท้องถิ่น โดยมีประชาชนในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง ผู้ที่อาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม จึงอาจเป็นระดับชาวบ้านธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองมืออาชีพเขี้ยวโง้ง หรือไม่ นี่จึงเป็นผลดีของภาษีทรัพย์สินที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริงในท้องถิ่น จนทำให้คนดี ๆ ในท้องถิ่นอาสามาทำงานเพื่อส่วนรวมจริง ๆ มากขึ้น เป็นการปิดโอกาสที่นักการเมืองและข้าราชการประจำจะกระทำทุจริตและประพฤติมิชอบ

ผลร้ายของการไม่มีภาษีทรัพย์สิน

ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่สามารถมีระบบภาษีทรัพย์สินได้มาช้านานแล้ว ระบบภาษีบำรุงท้องที่ก็ยังใช้ราคาประเมินของทางราชการที่เก่ามากแล้ว ไม่สะท้อนมูลค่าปัจจุบัน เก็บภาษีก็ได้เพียงน้อยนิด เทศบาลส่วนมากก็ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ให้พอเพียงกับค่าใช้จ่าย รัฐบาลส่วนกลางก็ต้องส่งงบประมาณมาให้ใช้สอย จนทำให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ข้างต้นนี้เป็นภาพที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน

ที่ดินเปล่าใจกลางกรุงมากมายปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เพราะไม่ต้องเสียภาษี ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ อุปทานที่ดินก็จำกัด เมืองก็ต้องขยายออกไปในแนวราบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เราควรคิดใหม่ว่าการที่รัฐจัดหาระบบไฟฟ้า ประปา ระบายน้ำ ฯลฯ ผ่านหน้าที่ดินของเราโดยเราไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรนั้น เราก็ต้องเสียภาษี ถ้าประเทศชาติของเรามีภาษีไม่พอ เราก็ต้องขึ้นภาษีทางอ้อม กลายเป็นความบิดเบี้ยวไปอีกต่างหาก

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประชาชนก็จะถูกบิดเบือนให้แปลกแยกกับระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม มีส่วนได้ มีส่วนเสียเพื่อรดน้ำพรวนดินระบอบนี้ ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้ประชาชนไม่ได้เสียภาษี เพียงแต่ไม่ได้เสียภาษีทางตรงจากทรัพย์สินที่ครอบครอง จึงทำให้ขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของเท่าที่ควร และกลายเป็นว่าท้องถิ่นเป็นหนี้บุญคุณรัฐบาลส่วนกลางอีกต่างหาก (แต่บางที่ ๆ กันดาร ไม่ควรไปตั้งถิ่นฐานตั้งแต่แรก ก็อาจไม่สามารถจัดเก็บภาษีทรัพย์สินได้อย่างเพียงพอ)

ติดขัดอยู่ที่ใคร

ผมเชื่อว่า ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขัดขวางระบบภาษีทรัพย์สินนั่นเอง ลำพังชาวบ้านทั่วไปที่ต้องถูกกะเกณฑ์ให้เสียภาษีปีละ 1-2% นั้น ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมาก แต่ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ คงไม่คิดเช่นนั้น การมีที่ดินมาก ต้องเสียภาษีมาก ย่อมทำให้ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ เสียประโยชน์เป็นอย่างมาก

ถ้ามีระบบภาษีทรัพย์สิน ในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีการสำรวจว่าใครคือ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ บ้าง ซึ่งพวกนี้อาจไม่ต้องการเปิดเผยตัว จึงพยายามทำให้ข้อมูลการเป็นเจ้าของที่ดินเป็นความลับ เป็นข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่นำพาว่าการปกปิดข้อมูลการซื้อขาย ครอบครองทรัพย์สินเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อการฟอกเงินของอาชญากร (เศรษฐกิจ)

ใครคือ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ คำตอบก็เห็นอยู่ทั่วไปเช่น นักการเมือง ข้าราชการใหญ่ ตระกูลพ่อค้า หรือตระกูลขุนนางใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพลใหญ่ และอื่น ๆ ทั้งที่สมควรและไม่สมควรกล่าวถึง (นึกกันเอาเองก็แล้วกัน)

รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย (รัฐบาลไหนก็ได้) ที่หวังจะสถาปนาระบอบนี้ให้คงทนและเพื่ออนาคตของรัฐบาลเอง ต้องทำให้กฎหมายภาษีทรัพย์สินออกมาใช้ให้ได้ในประเทศไทย

 

* ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ที่ดิน ที่อยู่อาศัย Asian Institute of Technology, ประกาศนียบัตรการประเมินค่าทรัพย์สิน LRTI-Lincoln Institute of Land Policy ประกาศนียบัตรการพัฒนาที่อยู่อาศัย Katholieke Universitiet Leuven ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (www.thaiappraisal.org) ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ด้านอสังหาริมทรัยพ์อย่างต่อเนื่อง Email: sopon@thaiappraisal.org

บริจาคหนังสือ Office 2007 สำหรับครูมืออาชีพ ให้ห้องสมุดโรงเรียน

|
สวัสดีครับ
 
ผมมีความประสงค์ที่จะบริจาคหนังสือ "Office 2007 สำหรับครูมืออาชีพ" ให้กับห้องสมุดโรงเรียน ถ้าท่านสนใจเพียงส่งชื่อและที่อยู่ของโรงเรียนของท่าน (อาจจะเป็นโรงเรียนที่ท่านเป็นศิษย์เก่าก็ได้ครับ) ส่งไปที่ uuriter แอท ยาฮู.com โดยใช้ subject: ขอรับหนังสือ Office 2007
 
ผมตั้งใจว่าจะบริจาค 200 เล่มครับ
 
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.wannik.com/office_for_teachers

วิพากษ์ “CSR” ร่วมสมัย

|
วิพากษ์ “CSR” ร่วมสมัย
.
ดร.โสภณ พรโชคชัย*
.
          ผมรู้สึกว่าประชาชาติธุรกิจเป็นหนังสือพิมพ์ที่เสนอแนวคิด CSR มากที่สุดแห่งหนึ่ง และนับเป็นคุณูปการสำคัญในการนำแนวคิดนี้มาใช้ แต่แนวคิดนี้ที่มีผู้นำเสนอดูออกผิดแผกไปบ้าง ผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อวิพากษ์แนวคิด CSR ร่วมสมัยโดยอาศัยข้อเขียนในประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 6-8 ตุลาคม และ 13-15 ตุลาคมศกนี้เป็นกรณีศึกษา
.
.
เอ็นจีโอกับ CSR
.
          เอ็นจีโอหรือสมาคม/มูลนิธิที่ดูแรงๆ ก็อาจมาเกี่ยวข้องกับ CSR ในแง่ที่วิสาหกิจเอกชนที่ต้องการทำดีมาจับมือกับตน จะสังเกตได้ว่าในช่วงแรก วิสาหกิจเอกชนช่วยเอ็นจีโอมาก แต่พอวิสาหกิจเหล่านี้ “ปีกกล้าขาแข็ง” ก็มักตั้งมูลนิธิของตนเองมาทำเอง  วิสาหกิจข้ามชาติบางแห่งก็ชอบญาติดีกับเอ็นจีโอเหมือนกัน นัยหนึ่งก็เพื่อป้องกันไม่ให้เอ็นจีโอต่อต้านธุรกิจของตน
.
          อย่างไรก็ตามถ้าเอ็นจีโอใดทำงานเข้าตาสังคมก็สามารถอยู่รอดและเติบโตได้เองโดยไม่ต้องพึ่งบริษัทต่างชาติหรือรับการอุปถัมภ์จากวิสาหกิจเอกชนใดโดยเฉพาะเพราะสังคมจะโอบอุ้มเอง เช่น มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง มูลนิธิร่วมกตัญญู เป็นต้น
.
.
CSR เป็นของทุกคน
.
          มีคำถามว่าองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ควรทำ CSR หรือไม่ ซึ่งย่อมมีคำตอบว่า “ควร” เพราะ CSR เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องเริ่มต้นที่การมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่ละเมิดผู้บริโภค เช่น แม่ค้าขายขนมจีนจะเอาทิชชูใส่น้ำยาไม่ได้  ที่รองลงมาก็คือ SMEs ต้องมีจรรยาบรรณ หรือ Soft Laws เช่น มรรยาททนาย จรรยาบรรณแพทย์ เป็นต้น
.
          และสุดท้ายจึงค่อยเป็นการบริจาค  ผมเคยศึกษาว่าปีหนึ่งคนทั่วไปบริจาคเป็นเงิน 3% ของรายได้ ถ้าเช่นนั้นบริษัทใหญ่เล็กก็บริจาคไม่ต่างกัน เผลอๆ บริษัทใหญ่ที่ดูมีข่าวบริจาคหรือทำ CSR ครึกโครม ก็อาจใช้เงินในสัดส่วนที่น้อยกว่าบริษัทเล็กด้วยซ้ำ
.
.
การดิ้นรนของเอ็นจีโอ
.
          ในข่าวเรื่องเอ็นจีโอจากต่างประเทศที่มาสร้างบ้านให้ผู้ไร้บ้าน เอ็นจีโอประเภทนี้คงได้รับความสำเร็จในอาฟริกา แต่ไม่ใช่ในไทยเพราะคนไทยไม่ยากจนปานนั้น และรัฐบาลก็สร้างบ้านเอื้ออาทรมากมาย เอ็นจีโอนี้จึงเน้นไปช่วยผู้ประสบภัย เช่น ภัยสึนามิ ภัยดินถล่ม เป็นต้น  ตอนเกิดสึนามิสารพัดเอ็นจีโอก็ยกทัพไปช่วยกันใหญ่ประหนึ่ง “ว่างงาน” มานาน!
.
          ข้อพึงสังวรหนึ่งก็คือในการสร้างบ้านให้ประชาชนที่ประสบภัยนั้น หากเป็นบ้านถาวร ควรพิจารณาถึงสิทธิในที่ดินด้วยเพราะอาจไปละเมิดสิทธิการถือครองที่ดินของผู้อื่น หรือเป็นการบุกรุกที่ดินสาธารณะซึ่งประชาชนทั่วประเทศเป็นเจ้าของร่วมกัน
.
.
CSR ไม่ใช่การให้
.
          ในบทสัมภาษณ์บริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ ที่ว่า “การทำในสิ่งที่เชี่ยวชาญ” ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เช่นบริษัทโทรคมนาคมเน้นการช่วยเหลือสังคมในแนวทางด้านการสื่อสารที่ตนถนัดอย่างน่าชื่นชม
.
          แต่การนี้ยังเป็นในรูปการให้ซึ่งเป็นเรื่องรอง  บริษัทนี้ในฐานะองค์กรบริหารที่เป็นเลิศควรเสนอให้สังคมได้รู้เป็นแบบอย่างว่าการทำ CSR ในแง่มุมหลักคือความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง ลูกค้า คู่ค้า ชุมชนโดยรอบ สังคมและการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นธรรมนั้น ทำอย่างไร
.
.
CSR กับการสร้างแบรนด์
.
          ยังมีความตะขิดตะขวงใจระหว่างการทำดี (โดยนึกว่าคือ CSR) กับการโฆษณา ซึ่งดูคล้ายเรื่องผิดบาป ผมอยากเรียนว่า การทำ CSR นั้นทำให้ชื่อเสียงกิจการดีขึ้น เพราะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือกับวิสาหกิจโดยตรง
.
          ชื่อเสียงนั้นไม่ได้เกิดจากการไปให้ ไปบริจาคหรือไปทำอะไรน่ารักน่าชัง เช่น ปลูกป่า ชื่อเสียงเกิดจากความรับผิดชอบต่อลูกค้า ลูกจ้าง คู่ค้าและอื่น ๆ แสดงออกในแง่คุณภาพของสินค้าและบริการ ท่านทราบหรือไม่ว่ายี่ห้อง “โค๊ก” มีราคาถึง 2.6 ล้านล้านบาทหรือมากกว่างบประมาณแผ่นดินไทยเสียอีก เพราะเขามี CSR ในแง่สาระ ไม่ใช่ในแง่บริจาคแต่อย่างใด
.
.
ธนาคารกับ CSR
.
          ผมเห็นบทความสถานบันการเงินแห่งหนึ่งส่งเสริมให้พนักงานไปอาสาทำความดี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่น่าส่งเสริม จะทำให้พนักงานไม่มุ่งแต่หาผลประโยชน์หรือความสุขใส่ตัว สามารถที่จะเอื้ออาทรความสุขให้ผู้อื่นบ้าง
.
          อย่างไรก็ตามหน้าที่สำคัญตาม CSR และจะเป็นการสร้างแบรนด์ให้สถาบันการเงินอย่างยั่งยืนก็คือการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ละเมิดต่อผู้ฝากเงิน ไม่ “ล้มบนฟูก” ยามเกิดวิกฤติและที่สำคัญพนักงานระดับสูงไม่รับเงินใต้โต๊ะยามมีผู้ไปขอกู้เงิน ถ้าสถาบันการเงินดูแลพนักงานจนทำให้ลูกค้าประจักษ์ได้เช่นนี้ สถาบันการเงินแห่งนั้นก็มี CSR และมีแบรนด์ที่ดีจริง
.
.
CSR ในลมหายใจเข้าออก
.
          ผมอยากสรุปว่าเราควรส่งเสริม CSR ตามมาตรฐานสากลที่ธุรกิจใหญ่น้อยต้องปฏิบัติ โดยจะละเมิด เอาเปรียบผู้บริโภค ลูกจ้าง หรือชุมชนไม่ได้ ส่วนใครจะทำดีก็เป็น “ของแถม” ถ้าเราจะเดินสายให้ความรู้กับประชาชน ก็ควรบอกประชาชนมีส่วนร่วมคอยตรวจสอบดูว่าบริษัทไหนผลิตสินค้าหรือบริการที่รับผิดชอบต่อสังคมจริง จึงจะทำให้ CSR ยั่งยืน
.
          เราไม่ควรบิดเบือน CSR ให้กลายเป็นการสอนศาสนา ยิ่งเอาคำบาลีมาใช้ อาจทำให้ผู้นับถือศาสนาอื่นน้อยใจได้ เราสามารถอธิบายความดีได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องยกศาสนามาอ้าง เช่น ทุกคนก็รู้ว่า “ทำดีได้ดี” “ยิ่งให้ ยิ่งได้” หรืออย่า “ด้านได้อายอด” เป็นต้น
.
          เราไม่ควรมองเน้นกิจกรรม CSR ไปในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมหรือการปลูกป่า ซึ่งเป็นเพียง “กระพี้” เพราะปีหนึ่ง ๆ ปลูกป่าได้แค่หมื่นไร่ (แล้วล้มตายไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้) แต่ปีหนึ่งๆ ป่าถูกทำลายไปนับแสนๆ ไร่ สังคมที่เดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะคนทำดีน้อยไป แต่อยู่ที่การไม่อาจควบคุมคนทำผิดกฎหมายซึ่งมีอิทธิพลมากต่างหาก
.
          CSR เป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติโดยไม่ละเมิดกฎหมาย ไม่ละเมิดจรรยาบรรณและร่วมกันทำความดี เพื่อความเป็นมงคลและยั่งยืนในธุรกิจของเราเอง
.
.
* ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ “CSR ที่แท้” บริหารกิจการเอกชนคือ “ศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA” จนได้รับรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น เกียรติบัตรปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นสมาชิก UN Global Compact (CSR) และประธานกรรมการมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินไทย เป็นกรรมการหอการค้าไทยสาขาจรรยาบรรณและอสังหาริมทรัพย์  Email: sopon@thaiappraisal.org
.
** CSR (Corporate Social Responsibility) หรือความรับผิดชอบของวิสาหกิจต่อผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders: ผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง ลูกค้า คู่ค้า ชุมชนและสังคม) ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรม 3 ระดับคือ ระดับที่ต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมาย (Hard Laws) ระดับที่จรรยาบรรณ จริยธรรม (Soft Laws) และระดับการอาสาทำดี โปรดดูรายละเอียดที่ http://csr.igetweb.com/index.php?mo=3&art=204245
.
.
ประชาชาติธุรกิจ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4048 หน้า 34

ร่วมทำหนังสือสวดมนต์

|

มีใครสนใจอยากจะร่วมทำหนังสือสวดกันบ้างมั๊ยจ๊ะ

คือว่าอยากทำแต่งบไม่ถึง เพราะเท่าที่ลองสอบถามดูต้องมีงบประมาณ

3 - 4 หมื่นบาท หรือมีใครพอจะแนะนำอะไรบ้างหรือป่าว

อยากสร้างโครงการดีๆเพื่อเด็กกำพร้า

|

เราเป็นคนหนึ่งที่เป็นเด็กกำพร้า แต่สามารถต่อสู้ปัญหาและผ่านมันมาได้ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมาแบบไม่สวยงามนัก

เราจึงอยากเป็นคนหนึ่งที่เป็นกำลังใจและทำอะไรเพื่อคนรุ่นหลังให้เด็กๆบางคนหรือแทบจะทุกคนที่ต้องเผชิญปัญหา

เพียงลำพังและต้องทุกข์ทรมานวันเวลาที่โหดร้าย เราจึงอยากหาแนวร่วมทำโครงการดีๆเพื่อเด็กกำพร้า เช่น

จัดทำเว็บไซด์เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้เด็กๆได้รับโอกาสดีๆทางการศึกษา เป็นศูนย์กลางรับเรื่องหรือเป็นคนให้กำลังใจ

หรือศูนย์รับเรื่องต่างๆ หรือการเป็นแม่บุญธรรมให้เด็กพูดคุยโต้ตอบทางจดหมาย ไปเยี่ยมเยียนในบางครั้งอยู่กับเด็กๆ

เมื่อเขาต้องการ เป็นต้น หากใครมีช่องทางหรือสนใจทำโครงการเชิงนี้ติดต่อมานะ ยินดีเสมอ  kapok77@hotmail.com นุ่นค่ะ

 

เชิญชวนส่งผลงานเพื่อพิจารณาคัดเลือกเป็นองค์กรที่มีกิจกรรมด้านสังคมดีเด่น เนื่องในโอกาสวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ 2551

|

                                          หลักเกณฑ์การประกาศเกียรติคุณองค์การที่มีกิจกรรมด้านสังคมดีเด่น

                             เนื่องในโอกาสวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ วันอาสาสมัครไทย ประจำปี 2551

                                                   และปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม
                                                                    -----------------------


       วัตถุประสงค์
       1.   เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น  เนื่องใน
             โอกาสวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ วันอาสาสมัครไทย ประจำปี 2551 และปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม
       2.  เพื่อเผยแพร่กิจกรรมขององค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่นให้สาธารณชนได้รับทราบ และเป็นแบบอย่างให้แก่องค์การอื่น ๆ ให้นำไปปฏิบัติ

      องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น
       ได้แก่ การจัดกิจกรรมทางสังคมขององค์การเอกชน องค์การธุรกิจ องค์กรประชาชน หน่วยงานของรัฐ สถาบันศาสนา
      กิจกรรมทางสังคมดีเด่น ได้แก่
       1. การจัดกิจกรรมทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันแก้ไขปัญหาสังคม การพัฒนาสังคม  การจัดสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
       2. กิจกรรมที่จัดจะเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรงหรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งให้แก่หน่วยงานที่ปฏิบัติงาน
       3. กิจกรรมที่จัดต้องเป็นที่ยอมรับจากผู้ใช้บริการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน 
       4. กิจกรรมที่จัดสามารถนำไปเป็นแบบอย่างแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้นำไปปฏิบัติได้
       5. มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 ปี
       6. อาศัยข้อกำหนดคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติว่าด้วย
           มาตรฐานการจัดสวัสดิการสังคมในส่วนขององค์การสวัสดิการสังคมเป็นกรอบ ในการพิจารณา

       การพิจารณา
       1. พิจารณารายชื่อองค์การจากเอกสารแผนที่ทำดี ซึ่งจังหวัดทุกจังหวัดได้จัดทำขึ้นในปี 2551 ซึ่งเป็นปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม รวมทั้งรายชื่อที่คณะกรรมการเสนอชื่อเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงาน
       2. จำนวนองค์การที่ได้รับการคัดเลือกไม่เกิน 12 องค์การ
       3. คณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม ในคณะอนุกรรมการส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม     เป็นผู้พิจารณาเบื้องต้นและนำผลการพิจารณาเสนอคณะทำงานพิจารณาคัดเลือกอาสาสมัครดีเด่นแห่งชาติ  และองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2551  เพื่อให้ความเห็นชอบ


                                                             -------------------------------------------------



ขอความร่วมมือกรอกข้อมูลองค์กรของท่านเพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือกองค์กรที่มีกิจกรรมทางด้านสังคมดีเด่นประจำปี 2551 โดยส่งข้อมูลมาที่ ศูนย์ส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม (ศกอส.) ภายในวันที่ 16 ก.ย. 2551 ตามเบอร์โทรสารและอีเมล์ด้านล่าง

ศูนย์ส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม (ศกอส.)
ชั้น 3 อาคาร 60 ปี กรมประชาสงเคราะห์ เลขที่ 255
บริเวณสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี กรุงเทพมหานคร 10400
โทร. 0-2306-8951-2 โทรสาร 0-2306-8952
.

อย่าปล่อยให้ "สืบ นาคะเสถียร" ตายฟรี

|
อย่าปล่อยให้ "สืบ นาคะเสถียร" ตายฟรี

ดร.โสภณ พรโชคชัย
31 สิงหาคม 2551

“สืบ นาคะเสถียร” <1> ยอมปลิดชีพตัวเองเพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงปัญหาการบุกรุกทำลายป่าเมื่อ 18 ปีที่แล้ว นับเป็นวีรกรรมที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงวันนี้ ผมหวั่นเกรงว่าความตายของคุณสืบอาจกลายเป็นความสูญเปล่าหรือไม่ ในโอกาสครบรอบวันตายของคุณสืบ ผมจึงขอร่วมสนับสนุนการรักษาป่าไม้และร่วมต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งจะสร้างความวิบัติต่อประเทศชาติ
.
ที่ถามว่าคุณสืบตายเปล่าหรือไม่ก็เพราะ ตามข้อมูลปี 2533 ประเทศไทยมีป่าไม้อยู่ทั้งสิ้น 87,488,536 ไร่ หรือคิดเป็น 27.3% ของพื้นที่ประเทศไทย แต่หลังจากที่คุณสืบตายไป 9 ปี คือ ณ ปี 2542 ป่าไม้เหลืออยู่เพียง 80,610,219 ไร่ หรือคิดเป็น 25.1% ของพื้นที่ประเทศไทย พื้นที่ป่าไม้หายไปถึง 6,878,317 ไร่ หรือเท่ากับ 7 เท่าของขนาดของกรุงเทพมหานคร
.
ถ้าหากเจาะลึกไปเฉพาะจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนหนึ่งของป่าห้วยขาแข้งจะพบว่า ในปี 2533 ที่คุณสืบเสียชีวิตนั้น ยังมีพื้นที่ป่าไม้อยู่ 1,686,863 ไร่ แต่พอถึงปี 2542 หรือ 9 ปีหลังจากนั้น พื้นที่ป่าหายไปเหลือ 1,610,219 ไร่ หรือหายไป 76,644 ไร่ หรือเท่ากับประมาณ 213 เท่าของขนาดสวนลุมพินี <2> กรุงเทพมหานคร หรือเท่ากับการสูญเสียพื้นที่ป่าประมาณขนาด 24 เท่าของสวนลุมพินีในแต่ละปีในจังหวัดอุทัยธานีที่คุณสืบเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องป่า
.
พื้นที่ป่าไม้นับแต่หลังปี 2543 กลับมีขนาดเพิ่มขึ้น ซึ่งคงเป็นเพราะการนับรวมพื้นที่บางส่วนของ “พื้นที่นอกการเกษตร” เดิมให้ถือเป็นป่า จึงทำให้ป่าในปี 2548 กลับมีพื้นที่เพิ่มเป็น 32.7% จาก 25.1% ในปี 2542 อย่างไรก็ตามหากเอาอัตราการลดของพื้นที่ป่าแต่เดิม โดยพิจารณาจากอัตราการลดล่าสุด 4 ปีสุดท้าย (ปี 2539-2542) ของข้อมูลชุดเดิม อาจประมาณการได้ว่าพื้นที่ป่าไม้ในขณะนี้น่าจะลดลงเหลือเพียง 24% ของพื้นที่ประเทศไทย อาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ป่าไม้ของไทยลดลงไปถึง 578,121 ไร่ต่อปี
.
หากคิดบนฐานเดียวกันนี้ พื้นที่ป่าในจังหวัดอุทัยธานี น่าจะเหลือเพียง 1,589,355 ไร่ หรือ 37.8% ของพื้นที่ทั้งจังหวัด หรืออาจกล่าวได้ว่า พื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดนี้ลดลงในช่วงปี 2533-2551 ถึง 97,508 ไร่ หรือเท่ากับหนึ่งในสิบของขนาดของกรุงเทพมหานคร
.
จากตัวเลขข้างต้นนี้ จึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเราสูญเสียคุณสืบไปเปล่า ๆ หรือไม่ ทำไมป่าจึงยังถูกทำลายอยู่แทบทุกวันไม่ขาดสาย
สิ่งที่ควรทบทวนอีกประการหนึ่งก็คือ กิจกรรมที่เราคิดว่าเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณสืบนั้น เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ เช่น การปลูกป่า ที่ผ่านมามีคณะบุคคลมากมายปลูกป่ากันยกใหญ่ แต่แล้วได้ผลเพียงใด เป็นเพียงการทำตามแฟชั่นหรือไม่
.
ท่านทราบหรือไม่ การปลูกป่าในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลลงทุนไปปีละ 500 - 600 ล้านบาท แต่สามารถปลูกป่าทดแทนเพิ่มได้เพียง 10,000 ไร่ต่อปี ขณะที่สัดส่วนการหายไปของพื้นที่ป่ามีนับแสนไร่ต่อปี <3> และเชื่อว่า ป่าที่ปลูกอย่างเป็นแฟชั่นนั้น อาจปลูกไม่รอดอีกไม่รู้จำนวนเท่าไหร่ ดังนั้นการปลูกป่าจึงอาจไม่ใช่แนวทางที่จะสืบทอดเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของคุณสืบ
.
ในการแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่านั้น รัฐบาลควรเน้นการปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าด้วยมาตรการทางกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่ใช่การให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการปลูกป่า หากฉุกคิดกันสักนิด การส่งเสริมการปลูกป่าอาจเท่ากับเป็นการบิดเบือนประเด็น ทำให้สังคมส่วนรวมไม่มีโอกาสตระหนักถึงความจริงที่ทรัพยากรของประเทศถูกทำลายลงไปทุกวันเพราะหลงนึกว่าป่าสามารถปลูกเสริมแทนพอกัน
.
หากจะมีองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGO (Non-governmental Organization) เพื่อช่วยประเทศชาติ ก็ควรเป็น NGO ที่เน้นบทบาทการ “รายงาน-เปิดโปงการบุกรุกทำลายป่า” มากกว่าการปลูกป่า ในการนี้คงไม่ใช่การส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานของ NGO ไปแลกชีวิตกับอาชญากร แต่หากไม่กล้าลงพื้นที่ไปตรวจสอบจริง ๆ ทาง NGO ก็อาจร่วมกันระดมทุนบริจาคเพื่อจ้าง “มืออาชีพ” ไปสำรวจแล้วทางผู้ปฏิบัติงาน NGO ในสำนักงานค่อยมาเขียนรายงานเปิดโปงต่อสังคม เชื่อว่าการทำเช่นนี้คงช่วยปรามการบุกรุกป่าได้ชะงัดทีเดียว
.
เราควรเข้าใจให้ชัดเจนว่า การปลูกป่านั้น แม้ผู้ปลูกจะมีเจตนาที่ดีต่อสังคมและประเทศชาติ แต่ความดีที่บังเกิดนั้น ไม่ใช่ได้กับประเทศชาติเพราะเป็นการกระทำที่บิดเบือนและไม่มีประสิทธิผล ความดีนั้นบังเกิดกับคนทำดีเอาหน้ามากกว่ากับป่าไม้ของชาติ
ป่าของไทยเราถูกทำลายไปมากมาย คุณสืบ นาคะเสถียร ยอมตายเพื่อพิทักษ์ป่า นับเป็นการสละชีพเพื่อชาติโดยแท้ แต่ต่อให้ตายอีกนับสิบ “สืบ” ป่าก็ยังคงร่อยหรอลงทุกวัน หากเราไม่ใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการกับอาชญากรผู้ตัดไม้ทำลายป่า
.

[img]http://www.mypicx.com/uploadimg/666730098_08312008_1.jpg[/img]
================================
โปรดดูตารางการสูญเสียเนื้อที่ป่าไม้ในประเทศไทย พ.ศ.2529-2551
ที่: http://s528.photobucket.com/albums/dd322/pornchokchai/?action=view&current=forest.jpg
หรือ http://www.mypicx.com/uploadimg/666730098_08312008_1.jpg
================================
.
.
อ้างอิง
<1> คุณสืบ นาคะเสถียร เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่พยายามปกป้องป่าอย่างเข้มแข็ง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการบุกรุกของกลุ่มผู้แสวงหาผลประโยชน์ได้ จนในที่สุดตัดสินใจปลิดชีพตัวเองเพื่อกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหานี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2533 โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/สืบ_นาคะเสถียร หรือที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร http://www.seub.or.th/index/seub/seub_16.html
.
<2> โปรดดู http://th.wikipedia.org/wiki/สวนลุมพินี
.
<3> ข่าว “ทส.ปลูกป่าเหลวสูญงบปีละ 500 ล้านแต่ป่าหายปีละแสนไร่” กรุงเทพธุรกิจ 28 มีนาคม 2550 http://www.bangkokbiznews.com/2007/03/28/WW55_5507_news.php?newsid=61602
.
.
* ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (www.thaiappraisal.org) นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการหอการค้าสาขาจรรยาบรรณ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการสภาที่ปรึกษาของ Appraisal Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาที่แต่งตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรส Email: sopon@thaiappraisal.org

โครงการจัดทำ 1โรงเรียน 1เว็บไชต์ ฟรีครับ สำหรับโรงเรียนที่ยังไม่มีเว็บโรงเรียนเป็นของตนเอง หรือ ผู้สนใจสนับสนุนโครงการ อ่าน>>

|

บริการจัดทำเว็บไชต์ให้แก่โรงเรียน หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรฟรีครับ

- ระบบเว็บเป็นภาษาไทยทั้งหมด พร้อมสอนให้ครับ

- เว็บไชต์มี 2 แบบนะครับ

- ระบบเว็บดี สวย ครับ 

- ผู้สนใจต้องมีพื้นที่โฮสที่สามารถรองรับเว็บได้นะครับ

ตอนนี้รับผู้สนใจสนับสนุนค่าโฮส พื้นที่ นะครับ หรือใครมีพื้นที่ ก็สามารถติดต่อมาได้นะครับ

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อผมได้ที่ gaara5608@hotmail.com นะครับ ส่วนมากผมออนเกือบๆ 24 ^^

เว็บไชต์ที่จัดทำให้จะต้องอัพเดตข้อมูลข่าวสารลงเองนะครับ เดี่ยวผมสอนให้

CSR แบบจับแพะชนแกะ

|
CSR แบบจับแพะชนแกะ
.
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
.
ทุกวันนี้ CSR <1> ถือเป็นประเด็น “ของเล่นใหม่” ที่กำลังมาแรง และแทนที่ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนจะมุ่งเน้นที่ความรับผิดชอบต่อสังคมตามคำนิยาม กลับพยายามทำให้เป็นการอาสาทำดีแบบจับแพะชนแกะ นอกเรื่องอย่างมากจนบดบังบทบาทความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมไปเสีย บทความนี้ผมได้รวบรวมประเด็นการเคลื่อนไหวเรื่อง CSR มาแจกแจงให้เห็นกันชัด ๆ ว่าอะไรคือเปลือก และอะไรคือแก่น แล้วเราจะเอาแต่เปลือกหรือแก่น
.
.
ประเด็นแก่นแท้
.
แก่นแท้ของ CSR ประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่ เรื่องการลงทุนที่มีความรับผิดชอบ (ไม่ใช่การตีหัวเข้าบ้าน) เรื่องผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) กับธุรกิจ ซึ่งได้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง (ผู้ใช้แรงงาน) คู่ค้า ลูกค้า ชุมชน และสังคมที่ได้รับผลกระทบ และเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงกับธุรกิจ จะสังเกตได้ว่าประเด็นเหล่านี้มีการพูดถึงกันบ้าง แต่ไม่มากนัก จนดูคล้ายไม่ใช่ประเด็นหลัก โดยเฉพาะประเด็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงกลับแทบไม่มีการกล่าวถึง ทั้งที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ เป็นการเพิ่มต้นทุน ทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น
.
ยิ่งกว่านั้นในที่ประชุม CSR ทั้งระดับท้องถิ่นหรือระดับโลก มักจะมีการชูประเด็นเชิงรูปแบบ ได้แก่ การจัดทำรายงานเกี่ยวกับ CSR มาตรฐานที่ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย (soft laws) จรรยาบรรณและธรรมาภิบาล และการส่งเสริมให้คู่ค้าของเราเข้าร่วม CSR เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้แม้เกี่ยวข้องกับ CSR แต่ก็เป็นในเชิงรูปแบบ ไม่ได้เน้นที่เนื้อหาเรื่องการประกอบธุรกิจที่มีความรับผิดชอบโดยตรง
.
จะเห็นได้ว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ CSR ก็มีเพียงข้างต้น และต่อไปนี้จะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ธุระโดยตรงของ CSR เป็นเพียงกระพี้ แต่ผู้เกี่ยวข้องมักชอบรณรงค์ เช่นประเด็นชุมชน ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
Syndicate content

Google Search

Google

Syndicate

Syndicate content